อัปเดตล่าสุด 8 สิงหาคม 2569
ไขข้อกังวลและความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนลังเลจะแจ้งตัวด้วยตนเอง ตอบคำถามจริงที่คนสงสัย เช่น จะติดคุกไหม ลูกเข้าโรงเรียนได้ไหม ป่วยแล้วไปโรงพยาบาลได้ไหม โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานทางการ
บทความนี้เป็น FAQ ที่เสริมบทความ "อยู่เกินกำหนดวีซ่าแล้วต้องทำยังไง? วิธีแจ้งเดินทางกลับด้วยตนเองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย" ในเว็บไซต์นี้ ถ้าอยากรู้ขั้นตอนโดยละเอียด กรุณาอ่านบทความนั้นก่อน ส่วนบทความนี้จะช่วยไขข้อกังวลและความเข้าใจผิดที่ทำให้หลายคนลังเลจะแจ้งตัวด้วยตนเองค่ะ
ไม่ค่ะ การอยู่เกินกำหนดวีซ่า (overstay) เพียงอย่างเดียว ไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งตามหลักแล้วจะถูกดำเนินการด้วยวิธีที่เรียกว่า "คำสั่งแจ้งเตือนให้ชำระค่าปรับ" (통고처분 ตามมาตรา 102 ของกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง) หัวหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่จะแจ้งให้ชำระค่าปรับ (범칙금) และเมื่อชำระแล้ว คดีก็จะจบลง จะไม่ถูกลงโทษซ้ำในความผิดเดียวกันอีก กล่าวคือ ไม่ใช่ขั้นตอนที่ต้องขึ้นศาลหรือถูกส่งเข้าเรือนจำ
หากแจ้งตัวด้วยตนเองและเดินทางออกนอกประเทศด้วยตนเอง (자진출국) โดยหลักแล้วจะไปติดต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามวันที่กำหนด (หรือแจ้งล่วงหน้าออนไลน์ผ่านฮีโคเรีย แล้วไปรับการตรวจสอบที่สนามบิน/ท่าเรือในวันเดินทางออก) ผ่านการตรวจสอบคดี แล้วเดินทางออกด้วยเที่ยวบินที่จองเอง ซึ่งแตกต่างจากกรณีถูกจับกุมและถูกส่งเข้าสถานกักตัวคนต่างด้าว (외국인보호소) ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับการควบคุมตัว การแจ้งตัวด้วยตนเองโดยหลักจะไม่มีการควบคุมตัวลักษณะนี้
อย่างไรก็ตาม หากมีความผิดทางอาญาอื่นร่วมด้วย เช่น การใช้พาสปอร์ตปลอมหรือดัดแปลง การลักลอบเข้าเมือง หรือเกี่ยวข้องกับคดีอาญาอื่น ๆ สถานการณ์จะแตกต่างออกไป หากมีเรื่องเหล่านี้ ควรปรึกษาทนายความหรือนักกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองก่อนแจ้งตัว เพื่อความปลอดภัย
ระยะเวลาห้ามเข้าประเทศ (입국금지) จะแตกต่างกันไปตามระยะเวลาที่อยู่เกินกำหนด และมีการฝ่าฝืนอื่นร่วมด้วยหรือไม่ (เช่น ทำงานผิดกฎหมาย เคยถูกลงโทษทางอาญา) และหากแจ้งตัวออกด้วยตนเองแล้วชำระค่าปรับ ก็อาจได้รับการลดหย่อนระยะเวลาห้ามเข้าประเทศ ระยะเวลาและจำนวนเงินที่แน่นอนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน บทความนี้จึงไม่ขอฟันธงว่า "กี่ปี" — วิธีที่แม่นยำที่สุดคือตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ฮีโคเรีย (www.hikorea.go.kr) หรือศูนย์ให้คำปรึกษาชาวต่างชาติแบบครบวงจร โทร 1345 (ไม่ต้องกดรหัสพื้นที่)
แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ในช่วงที่กระทรวงยุติธรรมเปิด "โครงการแจ้งตัวออกนอกประเทศด้วยตนเองแบบพิเศษ" เป็นครั้งคราว ผู้ที่แจ้งตัวในช่วงเวลานั้นจะได้รับการยกเว้นค่าปรับและผ่อนปรนการห้ามเข้าประเทศอย่างมาก (ดูรายละเอียดในคำถามสุดท้าย) และแม้จะไม่ใช่ช่วงโครงการพิเศษ การแจ้งตัวออกด้วยตนเองก็ยังดีกว่าการถูกจับกุมและถูกเนรเทศเสมอ ด้วยเหตุผลดังนี้
กล่าวคือ "การหลบซ่อนต่อไป" ไม่ใช่การทำให้ปัญหาหมดไป แต่เป็นการผลักปัญหาไปข้างหน้าและทำให้หนักขึ้นเรื่อย ๆ
เข้าได้ค่ะ รัฐบาลเกาหลีได้แก้ไข "กฎกระทรวงว่าด้วยการศึกษาขั้นพื้นฐาน" (초·중등교육법 시행령) ตั้งแต่ปี 2008 ให้เด็กที่ไม่มีการลงทะเบียนคนต่างด้าว สามารถเข้าเรียนชั้นประถมได้ เพียงมีเอกสารยืนยันที่อยู่อาศัย เช่น สัญญาเช่าบ้าน หรือหนังสือรับรองจากเพื่อนบ้าน ต่อมาปี 2010 ขยายสิทธินี้ถึงระดับมัธยมต้น และภายหลังกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงศึกษาธิการได้ขยายการสนับสนุนไปถึงการเข้าเรียน ย้ายโรงเรียน และเข้าเรียนกลางคันในระดับมัธยมปลายด้วย (อ้างอิงมาตรา 19 ของกฎกระทรวงฉบับนี้) ปัจจุบันมีเด็กที่ไม่มีเลขทะเบียนคนต่างด้าวแต่มีสถานะนักเรียนในโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายราว 3,000 คนตามสถิติของกระทรวงศึกษาธิการ
นอกจากนี้ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนอนุบาล ประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ยังอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นจาก "หน้าที่แจ้งเตือนตรวจคนเข้าเมือง" ของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้นโรงเรียนจะไม่แจ้งสถานะการพำนักของนักเรียน (หรือผู้ปกครอง) ให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองทราบ
นอกจากนี้ในเดือนมกราคม 2022 กระทรวงยุติธรรมยังประกาศมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวให้สถานะพำนักแก่เด็กไม่มีเอกสารที่อาศัยอยู่ในเกาหลีมานานตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเด็กที่กำลังศึกษาอยู่จะได้รับสถานะพำนักเพื่อการศึกษา (D-4) ส่วนผู้ปกครองที่ชำระค่าปรับสำหรับการอยู่เกินกำหนดของตนเองจะได้รับสถานะพำนักแบบมีเงื่อนไข (G-1) เพื่อดูแลบุตรจนจบมัธยมปลาย จึงควรตรวจสอบว่าครอบครัวของท่านเข้าเงื่อนไขนี้หรือไม่
มาตรา 3 ของกฎหมายการแพทย์ฉุกเฉิน (응급의료에 관한 법률) ระบุว่า "ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉินโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางเพศ อายุ เชื้อชาติ ศาสนา สถานะทางสังคม หรือฐานะทางเศรษฐกิจ" และระบุชัดเจนว่าสิทธินี้ใช้กับชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในเกาหลีเช่นเดียวกัน กล่าวคือ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลไม่สามารถปฏิเสธการรักษาโดยอ้างเหตุผลเรื่องสถานะการพำนักได้
นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ (공공보건의료기관) ก็อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นจากหน้าที่แจ้งเตือนตรวจคนเข้าเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐเช่นกัน จึงมีกลไกทางกฎหมายที่รับรองว่า อย่างน้อยที่สุด ศูนย์อนามัยหรือโรงพยาบาลของรัฐจะไม่แจ้งสถานะการพำนักของท่านให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองทราบ
อย่างไรก็ตาม จากการค้นคว้าครั้งนี้ ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าการยกเว้นนี้ครอบคลุมโรงพยาบาลเอกชนทุกแห่งและการรักษาทุกประเภท (ไม่ใช่แค่ห้องฉุกเฉิน แต่รวมถึงการตรวจรักษาทั่วไปด้วยหรือไม่) ดังนั้นในกรณีฉุกเฉินหรือที่โรงพยาบาลรัฐ/ศูนย์อนามัย ท่านสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างอุ่นใจ แต่หากสถานการณ์ไม่ชัดเจน แนะนำให้โทรสอบถามศูนย์ให้คำปรึกษาชาวต่างชาติแบบครบวงจร 1345 (มีล่ามภาษาไทย) ก่อนไปโรงพยาบาล
มาตรา 2 ของกฎหมายมาตรฐานแรงงาน (근로기준법) นิยาม "ลูกจ้าง" ว่าคือ "ผู้ที่ให้แรงงานแก่กิจการหรือสถานประกอบการเพื่อรับค่าจ้าง โดยไม่จำกัดประเภทอาชีพ" ซึ่งไม่มีเงื่อนไขเรื่องสัญชาติหรือสถานะการพำนัก กล่าวคือ แม้ไม่มีเอกสาร ก็สามารถยื่นคำร้อง (진정) หรือแจ้งความ (고소) เรื่องค่าจ้างค้างจ่ายได้ โดยยื่นออนไลน์ผ่านพอร์ทัลแรงงานของกระทรวงแรงงาน หรือไปยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานแรงงานประจำเขตที่สถานประกอบการตั้งอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2024 มีการปรับปรุงกฎระเบียบให้แรงงานต่างชาติที่แจ้งความเสียหายเรื่องค่าจ้างค้างจ่ายต่อสำนักงานแรงงาน ได้รับการเพิ่มเข้าในกลุ่มที่ได้รับการยกเว้นจากหน้าที่แจ้งเตือนตรวจคนเข้าเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวคือ เพียงเพราะแจ้งความเรื่องค่าจ้างค้างจ่าย จะไม่ถูกแจ้งเรื่องสถานะการพำนักไปยังหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองทันที (นี่เป็นกลไกทางกฎหมายที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อไม่นานมานี้) สามารถอ่านรายละเอียดขั้นตอนเพิ่มเติมได้ในบทความ "รู้สิทธิแรงงาน: ขั้นตอนแจ้งค่าจ้างค้างจ่ายและขอรับเงินทดแทนอุบัติเหตุจากการทำงานในเกาหลี" ของเว็บไซต์นี้
แต่ควรทราบไว้ว่าการยกเว้นนี้ไม่ได้ใช้โดยอัตโนมัติหรือแน่นอนเสมอไปในทุกกรณี ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดีหรือหากมีการฝ่าฝืนอื่นร่วมด้วย แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ปัญหาเรื่องสถานะการพำนัก (กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง) กับสิทธิเรียกร้องค่าจ้าง (กฎหมายมาตรฐานแรงงาน) เป็นเรื่องที่แยกจากกันทางกฎหมาย ท่านไม่จำเป็นต้องยอมเสียค่าจ้างที่ค้างอยู่เพียงเพราะไม่มีเอกสาร
ไม่จริง หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อตัวท่านเอง ดังที่กล่าวไปแล้ว ยิ่งหลบซ่อนนานเท่าไร หากถูกจับได้ภายหลัง ค่าปรับและระยะเวลาห้ามเข้าประเทศก็จะยิ่งมากขึ้น และหากถูกเนรเทศก็จะต้องเผชิญกับการควบคุมตัวที่สถานกักตัวคนต่างด้าวด้วย
เหตุผลที่นายหน้าให้คำแนะนำเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักเป็นเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์จากค่านายหน้าหรือโครงสร้างการจ้างงานผิดกฎหมายที่ตนเองได้รับ กระทรวงยุติธรรมมีการปราบปรามนายหน้าที่ลักลอบจัดหาแรงงานผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง และตัวนายหน้าเองก็เป็นเป้าหมายของการลงโทษเช่นกัน และที่สำคัญที่สุด เมื่อเกิดปัญหาขึ้น คนที่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายและผลเสียคือตัวท่านเอง ไม่ใช่นายหน้าที่ให้คำแนะนำ ยิ่งเป็นการตัดสินใจสำคัญเท่าไร ยิ่งควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานทางการในหัวข้อ "สถานที่ที่สามารถขอความช่วยเหลือได้" ด้านล่าง แทนที่จะเชื่อคำพูดของนายหน้า
มีค่ะ หน่วยงานด้านล่างนี้เป็นช่องทางปรึกษาที่มีอยู่จริงและเป็นทางการ
จริงบางส่วน แม้จะไม่ใช่ตารางเวลาที่เกิดขึ้นซ้ำแบบอัตโนมัติตายตัว แต่กระทรวงยุติธรรมเกาหลีเคยประกาศ "โครงการแจ้งตัวออกนอกประเทศด้วยตนเองแบบพิเศษ" เป็นครั้งคราวหลายครั้งแล้ว โดยในช่วงเวลาหนึ่ง (ปกติหลายเดือน) ผู้ที่แจ้งตัวเองจะได้รับการยกเว้นค่าปรับและผ่อนปรนมาตรการห้ามเข้าประเทศอย่างมาก
ตัวอย่างล่าสุดคือโครงการที่ดำเนินการเป็นเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2025 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งในช่วงนี้แม้ไม่ชำระค่าปรับก็ยังได้รับการผ่อนปรนมาตรการห้ามเข้าประเทศ (ต่างจากโครงการแจ้งตัวทั่วไปก่อนหน้านี้ที่ต้องชำระค่าปรับก่อนจึงจะได้รับการผ่อนปรน) อย่างไรก็ตาม ณ เดือนสิงหาคม 2026 ที่เขียนบทความนี้ ช่วงเวลาพิเศษดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว และผู้ที่ลักลอบเข้าเมือง ใช้พาสปอร์ตปลอมหรือดัดแปลง ผู้กระทำผิดอาญา หรือผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ออกนอกประเทศ (ต้องถูกเนรเทศ) จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการพิเศษนี้
สิ่งที่ควรจำไว้คือ กลยุทธ์ "รอแคมเปญครั้งหน้า" นั้นเสี่ยงมาก เพราะแคมเปญเหล่านี้เริ่มต้นและสิ้นสุดโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และหากถูกจับได้ในระหว่างที่รอนั้น จะยิ่งเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก แม้จะไม่ใช่ช่วงแคมเปญพิเศษ ท่านก็ยังสามารถใช้ระบบแจ้งตัวออกนอกประเทศด้วยตนเองที่มีอยู่เป็นปกติ เพื่อจัดการปัญหาด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่าการถูกเนรเทศได้อยู่ดี หากต้องการจัดการสถานะของตนเองตอนนี้ แนะนำให้ตรวจสอบเงื่อนไขที่เป็นไปได้ในปัจจุบันผ่านฮีโคเรีย (hikorea.go.kr) หรือโทร 1345 แทนที่จะรอแคมเปญพิเศษครั้งต่อไป
ข้อมูล ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2569
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กรุณาตรวจสอบข้อมูลที่ตรงกับสถานการณ์ของท่านกับหน่วยงานทางการข้างต้นโดยตรง